วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET
<p>วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท ของสมาคมสิ่งแวดล้อมศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน จัดพิมพ์เพื่อเป็นเวทีในการสร้างองค์ความรู้ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และให้บริการทางวิชาการ ส่งเสริมความก้าวหน้าของบุคลากร เป็นศูนย์กลางเครือข่ายนักสิ่งแวดล้อมศึกษา รวมถึงเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร บทความวิชาการ และงานวิจัย ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการอนุรักษ์และการร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ</p> สมาคมสิ่งแวดล้อมศึกษาแห่งประเทศไทยth-THวารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท1906-8557##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##แรงสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการผักตบชวาของประชาชนเทศบาลตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET/article/view/1950
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) แรงสนับสนุนทางสังคมของประชาชนในการจัดการผักตบชวา 2) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการผักตบชวา และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของแรงสนับสนุนทางสังคมกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการผักตบชวา โดยประยุกต์ แนวคิด ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม ของเฮ้าส์ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร จำนวน 119,488 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ ทาโร่ ยามาเน่ จำนวน จำนวน 399 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.87 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) แรงสนับสนุนทางสังคมของประชาชนในการจัดการผักตบชวาโดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.85, S.D. = 0.606) 2) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการผักตบชวาโดยรวม มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.47, S.D. = 0.695) 3) แรงสนับสนุนทางสังคมของประชาชนในการจัดการผักตบชวาโดยรวมมีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการผักตบชวาได้ร้อยละ 37.20 (R² = .372, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้าหน่วยงานภาครัฐมีการสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร วัสดุอุปกรณ์อย่างเพียงพอจะส่งผลให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการผักตบชวาสามรถลดผักตบชวาได้</p>พัชณิชา สุภาพอุดม อุดม คมพยัคฆ์ธนัตกรณ์ ผุดผาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-302026-09-3017118ความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักและการมีส่วนร่วมกับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน ตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET/article/view/1959
<p><sup> </sup>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน 2) ความตระหนักและการมีส่วนร่วมของประชาชน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนัก และการมีส่วนร่วมกับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน โดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎี ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของเบนจามิน บลูม ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร จำนวน 13,108 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ ทาโร ยามาเน่ จำนวน 389 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.87 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1) พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.82, S.D. = 0.66) 2) ความตระหนักของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.87, S.D. = 0.89) และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 3) ความตระหนักและการมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.60, p< .01) การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐควรสร้างความตระหนัก และสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะจะส่งผลให้ประชาชนมีพฤติกรรมในการจัดการขยะที่ถูกต้อง</p>ฐิติวัฒน์ คำดีอุดม คมพยัคฆ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-302026-09-30171921ความรู้ ทัศนคติ และแรงสนับสนุนทางสังคม กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ของประชาชน ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET/article/view/1899
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชน 2) แรงสนับสนุนทางสังคม ในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชน 3) ความรู้ ทัศนคติ และแรงสนับสนุนทางสังคม ในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชน โดยประยุกต์ทฤษฎีความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมของเบญจมินบลูม และแรงสนับสนุนทางสังคมของเฮ้าส์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร จำนวน 4,749 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ ทาโร ยามาเน่ จำนวน 369 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ความรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้ามีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ทัศนคติทัศนคติต่อการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง และพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 2) แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 3) ความรู้ ทัศนคติ และแรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ภาครัฐควรส่งเสริมให้ความรู้แก่ประชาชน และสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จะส่งผลให้ประชาชนมีพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้อง</p>กานดา ตรีนาวงศ์ปณิธาน กระสังข์ธนัตกรณ์ ผุดผาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-302026-09-301712230การประยุกต์ใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินงานที่เป็นเลิศ (EdPEx) ในการปรับปรุงผลการดำเนินงานขององค์กร กรณีศึกษา: สำนักส่งเสริมการเรียนรู้และบริการวิชาการ
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET/article/view/1951
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบแผนบูรณาการของหน่วยงานและเกณฑ์คุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และ 2) ศึกษาวิเคราะห์ผลการนำเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเจาะจงเลือกจากบุคลากรของสำนักส่งเสริมการเรียนรู้และบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 12 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) แผนบูรณาการแผนหน่วยงานและเกณฑ์คุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (EdPEx) เป็นแผนการบูรณาการการดำเนินงาน EdPEx ระดับหน่วยงาน ที่มุ่งเน้นการสร้าง ความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน และ การบูรณาการระหว่างเกณฑ์ EdPEx ทั้ง 7 หมวด เข้ากับแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการของสำนักส่งเสริมการเรียนรู้และบริการวิชาการ (สสร.) ประกอบด้วย 1.1) การวิเคราะห์บริบทองค์กรและการนำองค์กร (หมวด 1) 1.2) การจัดทำและบูรณาการแผนกลยุทธ์ (หมวด 2.1) 1.3) การถ่ายทอดแผนกลยุทธ์สู่แผนปฏิบัติการ (หมวด 2.2) 1.4) การขับเคลื่อนระบบงานและการจัดการข้อมูล (หมวด 4 และ หมวด 6) 1.5) การประเมินผลลัพธ์เพื่อการปรับปรุงแบบก้าวกระโดด (หมวด 7) 2) บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับความสำคัญสูงสุด (ค่าเฉลี่ย 4.62)</p>บุญญรักษา อรรถพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-302026-09-301714148From Scroll to Sale: A Service-Journey Perspective on Trust Formation in Generation Z's Social Commerce Behavior
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET/article/view/1952
<p><strong>Abstract: </strong>Generation Z now drives much of the growth in Thai social commerce, yet most research explains their buying behavior with a single snapshot of trust usually measured right before a purchase decision. In real platform use, trust is not built once; it is formed, tested, and revised across several distinct moments, from scrolling past a video to posting a review after the product arrives. This conceptual paper proposes a simple way to organize those moments: the Digital Trust Journey (DTJ), a five-step model Discovery, Engagement, Verification, Transaction, and Advocacy describing how a Generation Z consumer's basis for trust changes as they move from a short-video feed toward a completed, shared purchase. Each step is paired with the type of trust that matters most at that point and the kind of response a seller can use to address it. Three simple propositions make the model testable, and the paper closes with practical implications for Thai small and medium-sized enterprises (SMEs) selling through platforms such as TikTok Shop and Facebook Live, and a short research agenda for scholars studying Generation Z as digital consumers.</p> <p> </p> <p> </p>Peeraya Thongkruer
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-302026-09-301714148Speaking Gen Z: A Register-Authenticity Framework for Brand Tagline Development
https://li05.tci-thaijo.org/index.php/AEET/article/view/1953
<p><strong>Abstract: </strong>Generation Z is often described as a generation that can tell, almost instantly, when a brand is “trying too hard.” Nowhere is this more visible than in taglines the short, repeatable lines meant to carry a brand's identity in a handful of words. Much of the existing guidance on slogan-writing still treats a tagline mainly as a persuasion device, judged by memorability, distinctiveness, and fit with brand positioning. This conceptual paper argues that for a Generation Z audience, a tagline succeeds or fails earlier than that at the level of language itself: does it sound like something a real member of this generation would actually say, or does it sound like an adult institution performing youth Drawing on sociolinguistic register theory and the consumer brand-authenticity literature, this paper proposes the Register-Authenticity Framework (RAF), which organizes tagline language along three dimensions register alignment, relational tenor, and authenticity cueing and translates them into a seven-item Register-Authenticity Checklist (RAC) that marketers, student-affairs offices, and university communication teams can apply directly to a draft tagline. A short illustration from Thai higher education marketing shows the framework in use, and the paper closes with implications for practice and a short research agenda.</p>Peeraya Thongkruer
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษา-สสศท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-302026-09-301714959