วารสารเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS <p><strong>สาระพอสังเขป</strong></p> <p> วารสารเกษตรอนุภุมิภาคลุ่มน้ำโขง (ออนไลน์) (Greater Mekong Sub-region Agricultural Journal (Online)) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางการเผยแพร่องค์ความรู้ แนวคิด เทคนิค วิธีการ หรือการพัฒนาสิ่งใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์เกษตร หรือการพัฒนาสิ่งใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์เกษตร (พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ การประมง กีฎวิทยา โรคพืช และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) เทคโนโลยีชีวภาพวิทยาศาสตร์ประยุกต์ วิทยาศาสตร์การอาหาร เทคโนโลยีการอาหาร วิศวกรรมเกษตร และเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร ส่งเสริมการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร สังคมวิทยาทางการเกษตร เกษตรเชิงระบบ </p> <p> โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์จะต้องไม่เป็นผลงานวิจัย/วิชาการที่เคยได้รับการเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน หรือไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารอื่น เทคโนโลยีทางการเกษตร และวิทยาศาสตร์การอาหาร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการในเชิงวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบผลงานทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าที่สามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ออนไลน์) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัยบทความทางวิชาการ ทางด้านเกษตรศาสตร์ และเทคโนโลยีการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> วารสารเกษตรอนุภูมิภาคเกษตรลุ่มน้ำโขง th-TH วารสารเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 3056-9478 <p>บทความลิขสิทธิ์ที่ได้รับการตรีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารเกษตรอนุภาคภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม</p> ข้าวหลามกุมภวาปี: การผลิต และการตลาดของผู้ประกอบการรายย่อยจังหวัดอุดรธานี https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/908 <p>ข้าวหลามกุมภวาปีเป็นอาชีพที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนตำบลผาสุก <br />อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทชุมชน กระบวนการผลิต และรูปแบบการตลาดของข้าวหลาม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีบทบาททั้งในมิติทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม และการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการผลิตข้าวหลามยังคงยึดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ในช่วงเย็น และดำเนินการบรรจุส่วนผสมลงในกระบอกไม้ไผ่ในช่วงเช้ามืด ก่อนนำไปเผาเป็นระยะเวลา 2–3 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงทักษะและความชำนาญที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้านการตลาดพบว่ามีร้านค้าจำหน่ายมากกว่า 30 แห่ง ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางและนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ข้าวหลามมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและวันสำคัญ และก่อให้เกิดมูลค่าทางการตลาดประมาณ 19.8 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์และฉลาก การสร้างอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า ตลอดจนการส่งเสริมช่องทางการตลาดสมัยใหม่ และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของชุมชน</p> ยศ บริสุทธิ์ พรพรรษา นามมลตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 1 15 สาหร่ายไกสู่สุขภาพ: การยกระดับพืชน้ำท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม ในรูปแบบอาหารเจลแผ่น https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/773 <p>ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะทรัพยากรพืชน้ำจืดซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือ "สาหร่ายไก" (<em>Cladophora glomerata kützing</em>) พืชน้ำจืดท้องถิ่นที่พบได้ในแหล่งน้ำสะอาดหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงจังหวัดขอนแก่น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เจลและหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลจากสาหร่ายไก โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้บริโภคในเมืองขอนแก่น (ขั้นการทดสอบที่ 1 จำนวน 10 คน และขั้นการทดสอบที่ 2 จำนวน 60 คน) จำแนกการทดสอบออกเป็น 2 ขั้น ได้แก่ การประเมินระดับความพึงพอใจ (5 ระดับ) และระดับความชอบ (9 ระดับ) โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์เจลแผ่นจากสาหร่ายไก รสเลมอน ได้รับคะแนนความพึงพอใจในระดับสูง ขณะที่สูตรดั้งเดิมจากมีคะแนนความพึงพอใจต่ำกว่าในด้านรสชาติ จากผลการทดสอบค่าทีพบว่าไม่มีปัจจัยด้านใด ๆ ของผลิตภัณฑ์สูตรลดน้ำหนักระหว่างกลิ่นเบอร์รี่และกลิ่นองุ่นมีระดับคะแนนไม่แตกต่างกัน จากผลการทดสอบค่าทีพบว่าปัจจัยด้านความใสและความนุ่มของผลิตภัณฑ์สูตรเสริมโปรตีนระหว่างกลิ่นเบอร์รี่และกลิ่นองุ่นมีระดับคะแนนแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ข้อเสนอแนะหลักจากผู้บริโภคคือความต้องการปรับเนื้อเจลให้มีความหนืดมากขึ้น ปรับรสชาติให้มีความเปรี้ยวหวาน และเพิ่มกลิ่นผลไม้ รวมถึงปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น การวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสาหร่ายไกในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมูลค่าเพิ่ม สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของผู้บริโภครุ่นใหม่ และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในบริบทของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพและการพัฒนานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของประเทศไทย</p> เจษฎา คำผอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 16 29 ประเด็นและแนวทางการพัฒนาการผลิตกล้วยน้ำว้าของวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม : การศึกษาเบื้องต้น https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/1044 <p>กล้วยน้ำว้าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชุมชนเกษตรกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับวิสาหกิจชุมชนที่นำผลผลิตมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตามการผลิตกล้วยน้ำว้าในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิต ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของวัตถุดิบในการแปรรูปและรายได้ของเกษตรกร กรณีของวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโน ตำบลวังยาว อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พบว่าการผลิตกล้วยน้ำว้าในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อันเนื่องมาจากปัญหาโรคกล้วยและข้อจำกัดด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้น การศึกษาประเด็นและแนวทางการพัฒนาการผลิตกล้วยน้ำว้าที่เหมาะสมกับพื้นที่ของวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ทำการศึกษาขั้นต้นด้วยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงธุรกิจของวิสาหกิจชุมชน วินิจฉัยปัญหาโรคกล้วยน้ำว้า และประเมินสมบัติทางฟิสิกส์และเคมีของดินและน้ำที่ใช้ในการผลิตกล้วย การศึกษาใช้กระบวนการวิจัยเชิงพื้นที่ ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ประกอบด้วยการลงพื้นที่สำรวจ การวิเคราะห์ศักยภาพและข้อจำกัดของวิสาหกิจชุมชนด้วยการวิเคราะห์ SWOT การวินิจฉัยโรคกล้วยทั้งภาคสนามและห้องปฏิบัติการ และการเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำมาวิเคราะห์สมบัติดินและระดับธาตุอาหารพืช พบว่า (1) วิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพด้านการแปรรูปกล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยตากซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ประสบปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอ เนื่องจากการระบาดของโรคตายพรายของกล้วยซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อ<em>รา </em><em>Fusarium oxysporum f. sp. cubense ร่</em>วมกับปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดินที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียม ดินในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินทราย มีค่าความเป็นกรด–ด่างอยู่ในระดับเหมาะสมต่อการปลูกกล้วย แต่มีปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช (2) จากการบูรณาการผลการศึกษา สามารถกำหนดแนวทางการผลิตกล้วยน้ำว้าที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้ 2 แนวทาง ได้แก่ (ก) การจัดทำแปลงต้นแบบทั้งในรูปแบบการปลูกเป็นแปลงและการปลูกตามคันนา โดยใช้หน่อพันธุ์ปลอดโรค ควบคู่กับการจัดการโรคตายพรายและการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างเหมาะสม และ (ข) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตกล้วยน้ำว้าให้แก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถผลิตกล้วยน้ำว้าได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอสำหรับการแปรรูปอันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ยศ บริสุทธิ์ โกสินธุ์ สุวรรณภักดี อนันต์ วงเจริญ ธนภัสกรณ์ สุกิจประภานนท์ สุภัทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 30 44 การแยกเชื้อ Streptococcus agalactiae จากปลานิลที่เลี้ยงในกระชังแม่น้ำโขงจังหวัดนครพนม และการประเมินความไวต่อยาปฏิชีวนะในห้องปฏิบัติการ https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/1547 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> </p> <p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจำแนกเชื้อแบคทีเรียก่อโรค เพื่อทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ และเพื่อเปรียบเทียบผลของอาหารผสมยาต่ออัตราการรอดตายและการเจริญเติบโตของปลานิลที่เลี้ยงในกระชังในแม่น้ำโขง โดยใช้ยาปฏิชีวนะต่างชนิดกัน พบว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย<em> Streptococcus agalactiae</em> ที่ก่อโรคในปลานิล และได้ทำการศึกษาความไวของเชื้อ ต่อยาปฏิชีวนะจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ Enrofloxacin, Oxytetracycline, Amoxicillin และ Sulfamonomethoxine + trimethoprim โดยใช้ความเข้มข้นของตัวยาแต่ละชนิดคือ 5 %, 10 %, 20 % และ 40 % พบว่า Enrofloxacin 5 % มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย <em>Streptococcus agalactiae</em> ได้มากที่สุด รองลงมาคือ Sulfamonomethoxine + trimethoprim 5 %, Amoxicillin 5 % และ Oxytetracycline 10 % ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของบริเวณยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Inhibition zone) เท่ากับ 3.76±0.06, 2.74±0.17, 2.30±0.15 และ 1.74±0.10 เซนติเมตร ตามลำดับ จากนั้นทำการศึกษาความสามารถในการก่อโรคของเชื้อแบคทีเรีย<em> Streptococcus agalactiae</em> แบ่งการทดลองเป็น 5 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ตัว เลี้ยงในตู้ปลา เป็นเวลา 28 วัน โดยใช้อาหารผสมยาปฏิชีวนะต่างกัน ทดลองกับปลานิลที่น้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 36.6±1.34 กรัมและความยาวเฉลี่ยเริ่มต้น 13±0.94 เซนติเมตร พบว่าน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น (กรัม) จากอาหารผสม Enrofloxacin 5 % มีน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 49.06±1.52 และน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด คือชุดที่อาหารไม่ผสมตัวยา 33.06±3.05 กรัม ในด้านความยาวเฉลี่ยเพิ่มขึ้น (เซนติเมตร) พบว่า ชุดอาหารผสม Enrofloxacin 5 % มีความยาวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 3.40±0.34 และพบความยาวเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดคืออาหารชุดไม่ผสมตัวยา 2.33±0.28 เซนติเมตร ส่วนด้านอัตราการรอดตาย (%) พบว่า ชุดอาหารผสม Enrofloxacin 5 % มีอัตราการรอดตายมากที่สุด คือ 83.33±5.77 % และพบอัตราการรอดตายน้อยที่สุด คือชุดที่อาหารไม่ผสมตัวยา 16.66±11.54 % ส่วนอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) พบว่าชุดที่อาหารผสม Enrofloxacin 5 % มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีที่สุด คือ 1.27±0.05 และ พบชุดที่มีค่า FCR สูงที่สุด คือ ชุดที่อาหารไม่ผสมตัวยา 2.90±0.22 สำหรับอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน พบว่าชุดอาหารผสม Enrofloxacin 5 % มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันมากที่สุดคือ 1.75±0.05 กรัม และพบค่าอัตราการเจริญเฉลี่ยต่อวันน้อยที่สุด คือ ชุดที่อาหารไม่ผสมตัวยา 1.18±0.10 กรัมต่อวัน เมื่อนำข้อมูลจากการทดลองอัตราการเจริญเติบโตที่ผสมยาปฏิชีวนะไปเปรียบเทียบวิเคราะห์ความแปรปรวนทางสถิติ (ANOVA) พบว่าทุกด้านของการเจริญเติบโตมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.01) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ดีที่สุดในการศึกษาครั้งนี้ คือ Enrofloxacin 5 %, Sulfamonomethoxine + trimethoprim 5 %, Amoxicillin 5 % และ Oxytetracycline 10 % ตามลำดับ</p> อดิเทพชัยย์การณ์ ภาชนะวรรณ วายุ พานศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 45 55