วารสารเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS <p><strong>สาระพอสังเขป</strong></p> <p> วารสารเกษตรอนุภุมิภาคลุ่มน้ำโขง (ออนไลน์) (Greater Mekong Sub-region Agricultural Journal (Online)) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางการเผยแพร่องค์ความรู้ แนวคิด เทคนิค วิธีการ หรือการพัฒนาสิ่งใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์เกษตร <strong>(พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ การประมง กีฎวิทยา </strong><strong>โรคพืช และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)</strong> เทคโนโลยีชีวภาพวิทยาศาสตร์ประยุกต์ วิทยาศาสตร์การอาหาร เทคโนโลยีการอาหาร วิศวกรรมเกษตรและเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร</p> <p> โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์จะต้องไม่เป็นผลงานวิจัย/วิชาการที่เคยได้รับการเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน หรือไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารอื่น เทคโนโลยีทางการเกษตร และวิทยาศาสตร์การอาหาร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการในเชิงวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบผลงานทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าที่สามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ออนไลน์) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัยบทความทางวิชาการ ทางด้านเกษตรศาสตร์ และเทคโนโลยีการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> th-TH <p>บทความลิขสิทธิ์ที่ได้รับการตรีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารเกษตรอนุภาคภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม</p> agri.journal@ms.npu.ac.th (ผศ.ดร.อดิเทพชัยย์การณ์ ภาชนะวรรณ) agri.journal@ms.npu.ac.th (-) Tue, 30 Dec 2025 11:40:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความหนาแน่นประชากรและเทคนิคการปลูกแบบแถวคู่ต่อผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ข้าวเหนียวพันธุ์สำลีอีสานภายใต้ระบบน้ำหยด https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/720 <p>ข้าวโพดพันธุ์สำลีอีสานเป็นข้าวโพดข้าวเหนียวพันธุ์ผสมเปิดที่มีคุณภาพการบริโภคดีและเป็นที่ต้องการของเกษตรกรรายย่อยมาจนถึงปัจจุบัน การปลูกข้าวโพดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ภายใต้ระบบน้ำหยดเป็นแนวทางการจัดการที่น่าจะสามารถเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์และลดปริมาณการใช้น้ำในการผลิตได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความหนาแน่นของประชากรที่มีผลต่อผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ทำการปลูกทดสอบข้าวโพดพันธุ์สำลีอีสานที่มีระดับความหนาแน่นประชากร 12,800 10,240 8,320 และ 7,040 ต้น/ไร่ ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) จำนวน 4 ซ้ำ ภายใต้ระบบน้ำหยดแบบแถวคู่ ในฤดูแล้ง ปี 2566 (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2566) ณ แปลงทดลองคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่าความหนาแน่นประชากรไม่มีผลต่อความสูงต้นและความสูงฝัก อายุออกไหมและปล่อยละอองเกสร ความกว้างฝัก ความยาวฝัก จำนวนเมล็ดต่อฝัก และเปอร์เซ็นต์ต้นไม่เกิดฝัก แต่พบความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.01) ในลักษณะจำนวนฝักทั้งหมด จำนวนฝักดี ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ดี และผลผลิตเมล็ดพันธุ์ดีสูงสุด จำนวนฝักทั้งหมดและผลผลิตเมล็ดทั้งหมดมีความสัมพันธ์สูงในทิศทางบวกกับความหนาแน่นประชากร จำนวนฝักดี ผลผลิตเมล็ดดี และผลผลิตเมล็ดสูงสุด แม้การปลูกข้าวโพดที่ระดับความหนาแน่นประชากรสูงทำให้มีจำนวนฝักที่เก็บเกี่ยวได้และผลผลิตเมล็ดพันธุ์สูง แต่การจัดการแปลงค่อนข้างยุ่งยาก การปลูกข้าวโพดพันธุ์สำลีอีสานแบบแถวคู่ที่มีความหนาแน่นประชากร 8,320 ต้น/ไร่ ภายใต้ระบบน้ำหยดเป็นระดับความหนาแน่นที่แนะนำเพื่อให้การจัดการแปลงปลูกได้สะดวกและไม่กระทบกับผลผลิตเฉลี่ยเมล็ดพันธุ์</p> เชาวลิต สีลาดเลา, ประกาศิต ดวงพาเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/720 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเสริมโพรไบโอติกในอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีผลต่อการเลี้ยงปลาหมอไทยวัยอ่อน https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/741 <p>การจัดการคุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทำให้เกิดความยั่งยืนในการเลี้ยงนั้น ปัจจุบันมักมีการใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อช่วยจัดการของเสียต่างๆ ในบ่อเลี้ยง อันเป็นการช่วยให้สัตว์น้ำเจริญเติบโตได้ดีตามเกณฑ์ที่ผู้เลี้ยงต้องการ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมโพรไบโอติกในอาหารเม็ดสำเร็จรูปในการเลี้ยงปลาหมอไทยวัยอ่อนต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพน้ำบางประการ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ทำการทดลองในปลาหมอไทยน้ำหนักเฉลี่ย 0.54±0.11 กรัม ความยาวเฉลี่ย 3.0±0.4 เซนติเมตร แบ่งการทดลองออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ไม่เสริม<br>โพรไบโอติก (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่เสริมโพรไบโอติกในอาหารเม็ดสำเร็จรูป 0.5% 1% 1.5% และ 2% ต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม ตามลำดับ ทำการทดลองทั้งหมด 3 ซ้ำ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 60 วัน ผลการทดลองพบว่าด้านค่าการเจริญเติบโตต่างๆ ได้แก่ น้ำหนักเฉลี่ย ความยาวเฉลี่ย อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนัก อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ มีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) ส่วนด้านคุณภาพน้ำพบว่าค่าอุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง และออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) ยกเว้นค่าแอมโมเนียในน้ำที่พบว่ากลุ่มที่เสริมโพรไบโอติกในอาหารเม็ดสำเร็จรูป 1.5% และ 2% ต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม มีความแตกต่างทางสถิติ (P&lt;0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยมีค่าแอมโมเนียที่ 2.7±0.6 มิลลิกรัม/ลิตร และ 2.6±0.6 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ จึงสรุปได้ว่าการเสริมโพรไบโอติกในอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่น้อยกว่า 2% ต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม จะไม่ส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของปลาหมอไทยวัยอ่อน แต่การเสริมโพรไบโอติกในอัตราที่ไม่น้อยกว่า 1.5% ต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัมจะส่งผลเชิงบวกในด้านการปรับปรุงคุณภาพน้ำ</p> ศตพร โนนคู่เขตโขง, วิจิตรตา อรรถสาร, อดิเทพชัยย์การณ์ ภาชนะวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/741 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร: ถอดบทเรียนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดนครพนม https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/882 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และสังเคราะห์เป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยชุมชนในจังหวัดนครพนม การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการ รายงานการศึกษา และสถิติที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการศึกษาดูงานในพื้นที่จริงของศูนย์ห้วยทราย การสังเกตกิจกรรมต่าง ๆ และการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิด ผลการศึกษาพบปัจจัยความสำเร็จ 5 ประการของศูนย์ห้วยทราย ได้แก่ การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สร้างความมั่นคงด้านอาหารก่อน การสร้างนวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เพิ่มมูลค่าผลผลิต การจัดการทรัพยากรแบบหมุนเวียนที่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน และการเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ให้การเรียนรู้แบบครบวงจร บทความนี้ได้สังเคราะห์ออกมาเป็น "โมเดลเกษตรนำ ท่องเที่ยวตาม" ที่ประกอบด้วย 5 ฐาน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดนครพนม โดยเฉพาะตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนม ที่เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนจากกรมการท่องเที่ยวแล้ว และมีศักยภาพด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมเมืองมรุกขนครโบราณริมฝั่งโขง โมเดลนี้เน้นการวางรากฐานจากการเกษตรที่เข้มแข็งก่อนแล้วจึงบูรณาการการท่องเที่ยวเข้าไปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของจังหวัดนครพนมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมริมฝั่งโขงเป็นจุดเด่น</p> <p> </p> ชลิดา ช่วยสุข, ปิยะพงษ์ นาไชย, สุริยันต์ สุรเกรียงไกร, ปิยธิดา รัตนรามา, อติชาติ อุปพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/882 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพการจัดการและบำบัดขยะเศษอาหารด้วยระบบหมักแบบการเติมอากาศและควบคุมอุณหภูมิในถังปฏิกรณ์ชีวภาพ https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/895 <p class="paragraph" style="margin: 0in; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in; vertical-align: baseline;"><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">จากปัญหาปริมาณขยะเศษอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและการจัดการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ เครื่องหมักเศษอาหารระบบปิดแบบกึ่งอัตโนมัติต้นแบบ ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิ การเติมอากาศ และการพลิกกลับกอง โดยเปรียบเทียบกับ การหมักแบบกองปกติ ภายในระยะเวลา </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">7 <span lang="TH">วัน ผลการทดลองพบว่าเครื่องหมักสามารถรักษาอุณหภูมิในถังหมักให้อยู่ในช่วง </span>thermophilic <span lang="TH">ลดความชื้นของวัสดุหมักเหลือร้อยละ </span>23.5 <span lang="TH">เพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดเป็นร้อยละ </span>46.8 <span lang="TH">และสามารถผลิตวัสดุอินทรีย์ที่มีขนาดเล็กกว่า </span>6 <span lang="TH">มม. ได้ตั้งแต่วันแรกของการหมัก ขณะที่การหมักแบบกองปกติยังคงมีความชื้นสูง (ร้อยละ </span>50.54) <span lang="TH">มีอัตราการงอกต่ำ (ร้อยละ </span>8.16) <span lang="TH">และพบวัสดุหมักที่ย่อยสลายไม่สมบูรณ์ ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของปุ๋ยพบว่าปุ๋ยจากเครื่องหมักมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวม (</span>NPK) <span lang="TH">ร้อยละ </span>3.97 <span lang="TH">อินทรียวัตถุร้อยละ </span>34.63 <span lang="TH">และค่า </span>C/N ratio <span lang="TH">เท่ากับ </span>13 <span lang="TH">ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์และสูงกว่าการหมักแบบกองปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเครื่องหมักเศษอาหารระบบปิดแบบกึ่งอัตโนมัติมีประสิทธิภาพในการเร่งการย่อยสลาย ลดความชื้น และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้จัดการขยะเศษอาหารที่ต้นทางเพื่อส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</span></span></p> กฤษฎางค์ เสนาวงษ์, สมพร เกษแก้ว, ชัยยันต์ จันทร์ศิริ, กิตติพงษ์ ลาลุน, สุชาติ จันทะหุม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/895 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การผลิตและการตลาดผักอีนูนของเกษตรกร ตำบลสวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/907 <p>ผักอีนูนเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณด้านสมุนไพร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษารูปแบบการผลิต ระบบการตลาด และปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกผักอีนูนในตำบลสวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเกษตรกร 6 ราย ที่คัดเลือกแบบเจาะจง โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีประสบการณ์ ผลการศึกษาพบว่า สามารถจำแนกระบบการผลิตได้ 4 ระบบตามขนาดพื้นที่และวัตถุประสงค์การผลิต ได้แก่ ระบบเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แบบหลากหลายพันธุ์ ระบบเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แบบพันธุ์เดียว ระบบกึ่งพาณิชย์ขนาดกลาง และระบบเพื่อบริโภคขนาดเล็ก ทั้งนี้ เกษตรกรปลูกโดยใช้พันธุ์ทวายเป็นหลัก มีการให้น้ำสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง ใช้ปุ๋ยผสมระหว่างปุ๋ยเคมีและอินทรีย์ ในปีการผลิต 2567/68 มีผลผลิต 410-600 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรมีรายได้สุทธิ 22,830-32,310 บาท/ไร่ โดยพบว่า ระบบเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ผลผลิตต่อไร่เท่ากับระบบขนาดเล็ก สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงงานที่กระทบประสิทธิภาพการผลิต การตลาดพบว่า เกษตรกรจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลางร้อยละ 60 และผ่านชุมชน ร้อยละ 40 เกษตรกรในแต่ละระบบการผลิตมีระดับความรุนแรงของปัญหาการผลิตและการตลาดแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ราคาผลผลิตตกต่ำ การขายผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก และต้นทุนปุ๋ยเคมีสูงขึ้น เป็นปัญหาสำคัญของทุกระบบการผลิต แนวทางการพัฒนาการผลิตและการตลาดผักอีนูนสำหรับเกษตรกรทุกระบบการผิต คือ (1) การส่งเสริมเกษตรกรในการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองทางการตลาด การจัดซื้อปัจจัยการผลิตร่วมกัน และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างสมาชิก (2) การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และ (3) การพัฒนาช่องทางการตลาดในรูปแบบใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดแบบดั้งเดิมและเพิ่มโอกาสทางการขาย นอกจากนี้ สำหรับเกษตรกรที่มีปัญหาเฉพาะ โดยเฉพาะระบบการผลิตเพื่อบริโภคขนาดเล็กซึ่งมีข้อจำกัดในด้านเกษตรกรสูงอายุ และช่องทางการตลาดมีจำกัด ควรมีการพัฒนาทักษะในการผลิตต้นพันธุ์เพื่อจำหน่าย หรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้น เช่น ผักดอง หรือผักแห้ง นอกจากนี้ ยังควรมีการจับคู่กับเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีใหม่ๆ</p> จิราภา เข้าเมือง, วรวุฒิ คำพิทูล, อรุณี พรมคำบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JAgriGMS/article/view/907 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700