วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเชิงพื้นที่ https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI <p>วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเชิงพื้นที่่ (Journal of Science and Area-based Innovation: JSAI) เป็นวารสารวิชาการออนไลน์แบบ Open Access ของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีกำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ — ฉบับที่ 1 มกราคม–มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อแก้ไขปัญหา การพัฒนาเชิงพื้นที่และพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ท้องถิ่น ชุมชน และภูมิภาค บทความทุกเรื่องต้องแสดงการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการนำไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจน</p> <p style="font-size: 11.0pt; font-family: 'Calibri',sans-serif; margin: 0cm 0cm .0001pt 0cm;"><span style="font-family: Verdana, Geneva, sans-serif; font-size: 18px;"><strong><span style="line-height: 107%; color: #2969b0;">วัตถุประสงค์และขอบเขต</span></strong></span></p> <p>วารสารครอบคลุม 3 สาขาหลัก ตามการจัดหมวดหมู่ของ TCI ได้แก่</p> <p>สาขาที่ 1 Life Sciences Agricultural and Biological Sciences, Food Science, Plant Science</p> <p>สาขาที่ 2 Health Sciences Public Health, Environmental and Occupational Health, Medicine (miscellaneous)</p> <p>สาขาที่ 3 Physical Sciences Environmental Science (miscellaneous), Management, Monitoring, Policy and Law</p> <p style="font-size: 11.0pt; font-family: 'Calibri',sans-serif; text-align: justify; margin: 0cm 0cm .0001pt 0cm;"><span style="font-family: Verdana, Geneva, sans-serif; font-size: 18px;"><strong><span style="line-height: 107%; color: #2969b0;">ประเภทของบทความ</span></strong></span></p> <p style="font-size: 11.0pt; font-family: 'Calibri',sans-serif; text-align: justify; margin: 0cm 0cm .0001pt 0cm;"><span style="font-family: Verdana, Geneva, sans-serif; font-size: 11pt;">วารสารรับบทความวิจัย (Research Article) และบทความปริทัศน์ (Review Article) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</span></p> th-TH Varavut.t@nrru.ac.th (รศ.ดร.วราวุธ ธนะมูล) Anake.s@nrru.ac.th (ผศ.ดร.เอนก ศรีสุวรรณ) Wed, 28 Aug 2024 21:44:03 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีเมลานินของสารสกัดไหมข้าวโพด https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/414 <p>งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อัตราการรอดชีวิต การสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน ฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์มะเร็งผิวหนัง B16F10 เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารสกัดไหมข้าวโพดสดที่สกัดด้วยน้ำ และการจำลองการจับกันผ่านเทคนิค Molecular docking โดยผลสรุปพบว่า สารสกัดไหมข้าวโพดมีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระ มีอัตราการรอดชีวิตของเซลล์เมื่อทดสอบด้วยวิธี MTT สารสกัดไหมข้าวโพดมีความเป็นพิษต่อเซลล์ B16F10 ที่ความเข้มข้น 10% โดยปริมาตร เป็นต้นไป มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบที่ความเข้มข้น 0.625% โดยปริมาตร อีกทั้งยังสามารถลดการสร้างเม็ดสีเมลานินในเซลล์ B16F10 ที่ความเข้มข้น 0.3%-1.25% โดยปริมาตร ได้อีกด้วย ผลวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ในสารสกัดไหมข้าวโพดสดที่สกัดด้วยน้ำ (LC-MS/MS) พบสารออกฤทธิ์ที่น่าสนใจทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ Nicotinic acid (Vitamin B3), Tranexamic acid, Cittric acid, L-leucine, L-isoleucine และ Coumaric acid ซึ่งเป็นสารที่น่าสนใจต่อการยับยั้งไทโรซิเนสในกระบวนการลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ผลการจำลองการจับกันผ่านเทคนิค Molecular docking พบว่า การจับกันของไทโรซิเนสและสารออกฤทธิ์ในสารสกัดไหมข้าวโพดทั้ง 6 ชนิด สามารถจับกันได้ด้วยพันธะไฮโดรเจนเป็นหลัก จากผลการทดลองทั้งหมดสรุปได้ว่าสารสกัดไหมข้าวโพดอาจจะไปส่งเสริมการออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินได้</p> ภัทรชล อภิสิทธิ์วิทยา, ประทีป วรรณิสสร, เนตรนภิส วรรณิสสร ลิขสิทธิ์ (c) 2024 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/414 Wed, 28 Aug 2024 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของผู้ประกอบอาชีพเสริมสวย ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/501 <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional analytical study) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเมื่อยล้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของผู้ประกอบอาชีพเสริมสวย ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม แบบประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ทั่วร่างกาย (Rapid Entire Body Assessment: REBA) และแบบประเมินความเมื่อยล้า (Cornell Musculoskeletal Disorder Questionnaire: CMDQ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมานโดยใช้สถิติครัสคาล-วอลลิส (Kruskal-Wallis Test) และสถิติไคสแคว์ (Chi – Square) ผลการศึกษาผู้ประกอบอาชีพเสริมสวย ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 62.22) อายุมากกว่า หรือเท่ากับ 33 ปี (ร้อยละ 53.33) ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักปกติ (ร้อยละ 37.78) ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 91.11) และออกกำลังกายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ร้อยละ 62.23) ชั่วโมงทำงาน มากกว่า หรือเท่ากับ 9 ชั่วโมง ต่อวัน (ร้อยละ 55.56) จำนวนวันทำงาน น้อยกว่า 6 วัน ต่อสัปดาห์ (ร้อยละ 53.33) ระยะเวลาในการพัก น้อยกว่า 4 ชั่วโมง ต่อวัน (ร้อยละ 51.11) และระยะเวลาทำอาชีพเสริมสวย น้อยกว่า 8 ปี (ร้อยละ 60.00) ปัจจัยด้านการยศาสตร์ ได้แก่ ลักษณะท่าทางการทำงาน การเอี้ยวลำตัว การออกแรง การทำงานซ้ำ ๆ ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (x̅ = 0.38, S.D. = 0.46) ใช้แบบสอบถาม CMDQ ประเมินความเมื่อยล้าในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้ประกอบอาชีพเสริมสวย และวิเคราะห์ความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนความเมื่อยล้าส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย พบว่า ไม่แตกต่างกัน และพบว่าปัจจัยด้านการยศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของผู้ประกอบอาชีพเสริมสวย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 (χ<sup>2</sup>= 15.616, p-value = 0.009) ส่วนปัจจัยอื่นไม่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของผู้ประกอบอาชีพเสริมสวย การศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะให้มีการส่งเสริมความรู้และแนวปฏิบัติด้านการยศาสตร์ในผู้ประกอบอาชีพเสริมสวยเพื่อป้องกันความผิดปกติทางระบบโครงร่างกล้ามเนื้อต่อไป</p> ชัญญากานต์ โกกะพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2024 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/501 Wed, 28 Aug 2024 00:00:00 +0700 การศึกษาเบื้องต้นถึงผลของสารสกัดหยาบจากผักชีช้างที่มีต่อการพัฒนาในระยะต่าง ๆ ของหอยเชอรี่ https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/526 <p>การศึกษาเบื้องต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบของสารสกัดหยาบจากใบผักชีช้าง (<em>Eupatorium capillifolium</em>) ที่มีต่อการพัฒนาในระยะตัวอ่อนของหอยเชอรี่ (<em>Pomacea canaliculata</em> ) ยับยั้งความสามารถในการฟักออกจากไข่ อัตราการตายของลูกหอยเชอรี่แรกฟักออกจากไข่ และหอยเชอรี่ตัวเต็มวัย การศึกษาครั้งนี้ใช้ สารสกัดหยาบจากใบผักชีช้างที่มีความเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์ (w/v) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม การศึกษาผลกระทบของสารสกัดหยาบจากใบผักชีช้างต่อการพัฒนาของตัวอ่อนและอัตราฟักของไข่ด้วยวิธีการฉีดพ่นสารสกัดจากใบผักชีช้าง ลงบนฝักไข่เป็นเวลา 7 วัน และประเมินการพัฒนาของตัวอ่อนและอัตราการฟักออกจากไข่ภายในวันที่ 10 ศึกษาอัตราการตายของลูกหอยแรกฟักออกจากไข่และหอยเชอรี่ตัวเต็มวัยด้วยการให้สัมผัสกับสารสกัดจากใบผักชีช้าง เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง และ 7 วัน ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดหยาบจากใบผักชีช้างความเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์ ยับยั้งการพัฒนาของตัวอ่อน ทำให้ความสามารถในการฟักออกจากไข่ของตัวอ่อนลดลงจำนวน 23.34 และ 76.67 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มควบคุมที่มีอัตราการฟักออกจากไข่สูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ สารสกัดหยาบจากใบผักชีช้างความเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ลูกหอยแรกฟักออกจากไข่มีอัตราการตาย 100 เปอร์เซ็นต์ และหอยเชอรี่ตัวเต็มวัยมีอัตราการตาย 46.67 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีอัตราการตายเป็นศูนย์ แม้ว่าในการศึกษาเบื้องต้นใช้สารสกัดหยาบจากใบผักชีช้างในความเข้มข้นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่สารสกัดดังกล่าวมีผลกระทบต่อหอยเชอรี่ทุกระยะของการพัฒนา ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดหยาบจากใบผักชีช้างมีศักยภาพในการกำจัดหอยเชอรี่ แต่อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงชนิดของสารประกอบที่พบในใบผักชีช้างที่มีฤทธิ์ในการฆ่าหอย ประสิทธิภาพและความเข้มข้นที่เหมาะสมที่ใช้ในการกำจัดหอยเชอรี่</p> นุชจรินทร์ แกล้วกล้า, กฤติยากร แสนพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2024 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/526 Wed, 28 Aug 2024 00:00:00 +0700 ความเสี่ยงและวิธีการจัดการการปนเปื้อนฟอร์มมาลีนในอาหาร https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/483 <p>การศึกษานี้เป็นการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มาจากฟอร์มาลีนที่ปนเปื้อนในอาหารและฟอร์มาลีนในอาหารธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญในการเลือกบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย เนื่องจากฟอร์มาลีนอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ การบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนฟอร์มาลีนอาจเป็นสาเหตุของการแพ้และอาการแพ้อาหาร และมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น โรคหืด หรือการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ ในขณะที่ฟอร์มาลีนในอาหารธรรมชาติมักมีความปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด สำหรับการป้องกันและการจัดการ เราสามารถเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย อ่านป้ายกำกับอาหารอย่างระมัดระวัง และปรุงอาหารด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อลดระดับฟอร์มาลีน การเข้าใจความเสี่ยงและคุณค่าของฟอร์มาลีนในอาหารช่วยให้เราตัดสินใจเลือกอาหารอย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีอาการแพ้หรือมีความเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อข้อเสนอแนะและการจัดการอย่างเหมาะสม</p> ธีรนาถ สุวรรณเรือง, วายุภักษ์ บอนคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2024 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li05.tci-thaijo.org/index.php/JSAI/article/view/483 Wed, 28 Aug 2024 00:00:00 +0700