วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น https://li05.tci-thaijo.org/index.php/Textile <p>วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น (Fiber Fabric &amp; Fashion Research Journal) จัดทำโดยคณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ISSN: 2773-8620(ออนไลน์) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่มีคุณค่าทางวิชาการ โดยเปิดรับผลงานจากทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ซึ่งทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน แบบปกปิดรายชื่อทั้งสองฝ่าย (Double-blinded) โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม - มิถุนายน และ กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> Rajamangala University of Technology Phra Nakhon, Faculty of Industrial Textiles and Fashion Design th-TH วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น 2773-8620 การออกแบบกระเป๋าจากเศษผ้าไหมเทคนิคแพชเวิร์คบล็อก สำหรับสตรีวัยทำงาน https://li05.tci-thaijo.org/index.php/Textile/article/view/1503 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของเศษผ้าไหมที่เหลือจากกระบวนการผลิตในงานหัตถกรรมชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าสำหรับสุภาพสตรีวัยทำงาน โดยใช้เทคนิคแพชเวิร์คบล็อก (Patchwork Block Technique) และประเมินผลงานจากต้นแบบที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการทอผ้าไหม ประธานกลุ่มทอผ้า ธ.มณโฑ จังหวัดอุดรธานี และสุภาพสตรีวัยทำงาน อายุ 20–45 ปี จำนวน 100 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบริบทการผลิตผ้าไหม ลักษณะเศษผ้า เอกลักษณ์ลวดลาย และแนวคิดการสร้างสรรค์งานหัตถกรรม รวมถึงแบบประเมินผลงานการออกแบบ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) การเพิ่มมูลค่าเศษผ้าไหมของกลุ่มทอผ้า ธ.มณโฑ โดยประยุกต์ลวดลายพื้นเมืองมงคล เช่น ลายกาบ ลายลูกแก้ว ลายโคมห้า ลายโคมเจ็ด และลายหลวง การคัดแยกกลุ่มสีให้เหมาะสมกับผู้บริโภคที่เหมาะสม ช่วยให้การออกแบบกระเป๋ามีความร่วมสมัยและใช้งานได้จริง (2) เทคนิคแพชเวิร์คบล็อกช่วยเพิ่มมูลค่าเศษผ้า โดยการตัดต่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตและเย็บเป็นลวดลายพื้นเมือง สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าได้ 4 แบบ ได้แก่ กระเป๋าเป้สะพายหลัง กระเป๋าเครื่องสำอางแบบท่องเที่ยว กระเป๋าทรงถัง และกระเป๋าสตางค์ (3) ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.53) โดยกระเป๋าเครื่องสำอางได้รับความพึงพอใจสูงสุด รองลงมาคือกระเป๋าทรงถัง กระเป๋าสตางค์ และกระเป๋าเป้สะพายหลัง</p> กนิษฐา เรืองวรรณศักดิ์ ธีรดา จันทร์มีแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 1 15 การแยกเส้นใยไผ่จากตะเกียบเพื่อใช้ในการปั่นเส้นด้ายด้วยระบบวงแหวน https://li05.tci-thaijo.org/index.php/Textile/article/view/1633 <p>การแยกเส้นใยไผ่จากตะเกียบเพื่อใช้ในการปั่นเส้นด้ายด้วยระบบวงแหวน โดยศึกษาเกี่ยวกับการแยกเส้นใย กระบวนการฟอกขาว เวลาที่เหมาะสมในการลดขนาดเส้นใยด้วยเอนไซม์เซลลูเลส ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าเมื่อนำตะเกียบที่ใช้งานแล้วมาผ่านการล้างทำความสะอาดและตัดให้มีขนาดความยาวห้าเซนติเมตรเมื่อนำไปต้มแยกเส้นใยด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น100 กรัมต่อลิตร อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียสเป็นเวลา60นาที แล้วนำไปเข้าเครื่องบด สามารถแยกเส้นใยไผ่จากตะเกียบได้เส้นใยที่มีความละเอียด ความยาวเส้นใยสม่ำเสมอดี เมื่อนำไปฟอกด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ความเข้มข้น 9 กรัมต่อลิตร ที่ 90 องศาเซลเซียส เวลา 60 นาที ให้ผลการฟอกดีกว่าการฟอกด้วยโซเดียม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คลอไรด์ เส้นใยที่ได้มีความขาวและยังคงสภาพความแข็งแรงดีไม่เปื่อย จากนั้นนำไปลดขนาดด้วยเซลลูเลส เอนไซม์ที่ความเข้มข้น 5 กรัมต่อลิตร ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เวลา 90 นาที พบว่าเส้นใยมีความละเอียดเพิ่มขึ้น มีความอ่อนนุ่มมากกว่าเส้นใยที่ไม่ได้ผ่านการลดขนาดด้วยเอนไซม์ อัตราส่วนในการผสมเส้นใย เมื่อนำเส้นใยไผ่ที่ได้ไปทำการปั่นผสมกับเส้นใยพอลิเอสเทอร์ในอัตราส่วนผสมที่แตกต่างกันด้วยเครื่องปั่นระบบวงแหวน พบว่าสามารถปั่นผสมโดยใช้ใยพอลิเอสเทอร์ร้อยละ 65 ผสมใยไผ่ร้อยละ 35 และใยพอลิเอสเทอร์ร้อยละ 50 ใยไผ่ร้อยละ 50 ทั้งสองอัตราส่วนสามารถปั่นขึ้นรูปเป็นเส้นด้ายได้ แต่ความสม่ำเสมอยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากเส้นไผ่ภายหลังการสางเส้นใยมีการขาดทำให้ความยาวแตกต่างจากใยพอลิเอสเทอร์จึงมีผลต่อความสม่ำเสมอในการปั่น ส่วนการปั่นเส้นใยไผ่ร้อยละ 100 ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากเส้นใยไม่สามารถเกาะขึ้นเป็นแผ่นได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสางเส้นใยเนื่องเส้นใยสั้นและมีน้ำหนักมากจึงตกลงที่หลังเครื่องสาง</p> จำลอง สาริกานนท์ ชลธิชา สาริกานนท์ จารุวรรณ ดอกพิกุล นิชารัศม์ นาสวาส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 16 25 การศึกษาการพิมพ์กัดสีบนผืนผ้าถักที่ผ่านการย้อมสีครามธรรมชาติ https://li05.tci-thaijo.org/index.php/Textile/article/view/1708 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพิมพ์กัดสีบนผืนผ้าฝ้ายถักที่ผ่านการย้อมสีครามธรรมชาติ โดยใช้ด่างทับทิม (โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต) ร่วมกับแป้งพิมพ์ดินขาวเกาลินเป็นสารลอกสี และศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพการกัดสีและคุณภาพของลวดลายพิมพ์ ได้แก่ อัตราส่วนของสารลอกสีต่อแป้งพิมพ์ อุณหภูมิและระยะเวลาในการอบแห้ง ตลอดจนความเข้มข้นและระยะเวลาในการแช่สารละลายล้างสารลอกสี (โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์) แล้วจึงทดสอบความคงทนของสีและความแข็งแรงของผืนผ้าที่ผ่านกระบวนการพิมพ์ ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนสารลอกสีต่อแป้งพิมพ์ที่ 30:70 ถึง 50:50 ให้ค่าความสว่างสูงและค่าความเข้มของสีต่ำ แต่เมื่อเพิ่มสัดส่วนสารลอกสีสูงเกินไปกลับทำให้เกิดคราบแมงกานีสไดออกไซด์ตกค้างและค่าความขาวลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่อุณหภูมิและระยะเวลาในการอบแห้งที่ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ให้ค่าความขาวสูงสุด เนื่องจากเป็นจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการกัดสีกับการเกิดสีเหลืองเชิงความร้อนของเส้นใยเซลลูโลส และความเข้มข้นของสารละลายล้างสารลอกสีที่ 50 กรัมต่อลิตร ร่วมกับระยะเวลาแช่ 5 ถึง 10 นาที สามารถกำจัดคราบแมงกานีสไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ค่าความขาวสูงที่สุด นอกจากนี้ผ้าที่ผ่านการพิมพ์กัดสียังมีความคงทนของสีต่อการซักล้างและน้ำในระดับดีถึงดีมาก แต่มีความคงทนต่อแสงในระดับปานกลางและความคงทนต่อการขัดถูในสภาวะเปียกต่ำกว่าสภาวะแห้ง ทั้งนี้ กระบวนการกัดสีด้วยด่างทับทิมยังส่งผลให้ความแข็งแรงต่อแรงดันทะลุของผืนผ้าบริเวณลวดลายลดลงประมาณร้อยละ 35.6 เมื่อเทียบกับบริเวณพื้นสีคราม อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำลายโครงสร้างเซลลูโลสของเส้นใยฝ้ายควบคู่ไปกับการทำลายสีย้อม ผลการศึกษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพัฒนากระบวนการพิมพ์กัดสีบนผ้าถักย้อมครามธรรมชาติให้ได้ลวดลายที่มีคุณภาพและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การย้อมสีคราม&nbsp; การพิมพ์กัดสี&nbsp; ครามธรรมชาติ&nbsp; ด่างทับทิม&nbsp;&nbsp; ผ้าถัก</p> กิติยาพร ทิมาไชย ทิมาไชย จิราเมธ สุภารัตน์ ธีรภัทร์ ปัญญาเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 26 51 สมบัติความคงทนของสีย้อมจากกากกาแฟบนผ้าใยกัญชงที่ผ่านกระบวนการมอร์แดนท์-ย้อมพร้อมกันด้วยอัลตราโซนิค https://li05.tci-thaijo.org/index.php/Textile/article/view/1709 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการมอร์แดนท์พร้อมกับการย้อมสีผ้าใยกัญชงด้วยกากกาแฟโดยใช้เทคนิคอัลตราโซนิค โดยศึกษาผลของสารมอร์แดนท์ 4 ชนิด ได้แก่ โพแทสเซียมอะลูมิเนียมซัลเฟต คอปเปอร์ซัลเฟต เฟอร์รัสซัลเฟต และสแตนนัสคลอไรด์ เปรียบเทียบกับผ้าที่ไม่ผ่านการมอร์แดนท์ ต่อค่าความเข้มสีและค่าสี ตลอดจนสมบัติความคงทนของสีต่อการซักล้าง การขัดถู แสงแดดเทียม เหงื่อ และน้ำตามมาตรฐานสากล ISO ผลการทดลองพบว่าผ้าเส้นใยกัญชงทุกตัวอย่างที่ผ่านกระบวนการมอร์แดนท์มีค่าความเข้มสี (K/S) สูงกว่าผ้าที่ไม่ใช้สารมอร์แดนท์อย่างชัดเจน โดยคอปเปอร์ซัลเฟตให้ค่า K/S สูงที่สุดและให้เฉดสีเข้มโทนเขียวอมเทา รองลงมาคือเฟอร์รัสซัลเฟตซึ่งให้เฉดสีน้ำตาลเข้ม ในขณะที่โพแทสเซียมอะลูมิเนียมซัลเฟตให้เฉดสีน้ำตาลระดับปานกลางใกล้เคียงกับสีธรรมชาติของสีย้อม และสแตนนัสคลอไรด์ให้ค่า K/S เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยโดยยังคงรักษาโทนสีเดิมไว้มากที่สุด ด้านความคงทนของสี ผ้าทุกกลุ่มตัวอย่างมีความคงทนต่อการซักล้างและต่อน้ำอยู่ในระดับดีถึงดีมาก (4-5) แต่ความคงทนต่อการขัดถูในสภาวะเปียกลดลงต่ำกว่าสภาวะแห้งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ผ่านการมอร์แดนท์ ส่วนความคงทนต่อแสงแดดเทียมและเหงื่ออยู่ในระดับปานกลางถึงดีในทุกกลุ่มตัวอย่าง โดยเฟอร์รัสซัลเฟตและสแตนนัสคลอไรด์ให้ความคงทนต่อแสงสูงกว่าสารมอร์แดนท์ชนิดอื่นเล็กน้อย ผลการศึกษานี้จึงยืนยันว่ากระบวนการมอร์แดนท์-ย้อมพร้อมกันด้วยเทคนิคอัลตราโซนิคสามารถเพิ่มทั้งความเข้มสีและความคงทนของสีจากกากกาแฟบนผ้าใยกัญชงได้อย่าง</p> จิราเมธ สุภารัตน์ กิติยาพร ทิมาไชย ธีรภัทร์ ปัญญาเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยเส้นใย ผ้า และแฟชั่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 52 65