กายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อชั้นผิวใบของพืชสมุนไพรในพื้นที่ สถานีวิจัยลําตะคอง จังหวัดนครราชสีมา
คำสำคัญ:
เนื้อเยื่อชั้นผิวใบ , กายวิภาคศาสตร์เชิงคุณภาพ , พืชสมุนไพร , สถานนีวิจัยลำตะคองบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์และที่มา : ปัจจุบันมีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ทำให้มีการรวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาพื้นบ้านในจังหวัดนครราชสีมาจากหลายแหล่ง อย่างไรก็ตามการระบุชนิดที่ถูกต้องของพืชสมุนไพรก่อนนําไปใช้ เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพืชบางชนิดแม้จะมีลักษณะสัณฐานภายนอกที่คล้ายคลึงกัน แต่อาจมีโครงสร้างทางกายวิภาคศาสตร์ที่ส่งผลต่อการสะสมสารพฤกษเคมี และสรรพคุณทางยาที่แตกต่าง โดยข้อมูลทางด้านกายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อชั้นผิวใบเป็นอีกเครื่องมือสำคัญเครื่องมือหนึ่งเพราะเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำการศึกษา ได้ง่ายในทุกฤดูกาล และสามารถใช้ระบุชนิดจากตัวอย่างพืชสมุนไพรที่ไม่สมบูรณ์ หรือผ่านกระบวนการบดสับจนมีขนาดเล็ก หรือเป็นผงยา ซึ่งง่ายต่อการปลอมปนชิ้นส่วนจากชิ้นส่วนพืชสมุนไพรต่างชนิด การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อชั้นผิวใบของพืชสมุนไพรบางชนิดที่พบในสวนสมุนไพรของสถานีวิจัยลําตะคอง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรนานาชนิดที่ใช้ทั้งในทางเภสัชกรรมและป้องกันกําจัดศัตรูพืชและสัตว์ จึงถือเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ทว่ายังขาดข้อมูลการศึกษากายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อผิวใบของพืชที่รวบรวมอยู่ในสวนสมุนไพรแห่งนี้ ข้อมูลจากการศึกษาในครั้งนี้ จึงสามารถเติมเต็มองค์ความรู้รวมถึงสามารถนำไปต่อยอดสู่การใช้ในงานด้านพฤกษอนุกรมวิธาน และเภสัชพฤกษศาสตร์ต่อไป
วิธีดำเนินการวิจัย : เก็บตัวอย่างพืชสมุนไพรจากสวนสมุนไพรของสถานีวิจัยลําตะคอง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 42 วงศ์ 75 สกุล 86 ชนิด และเก็บรักษาตัวอย่างในเอทิลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้นร้อยละ 70 ทำการศึกษาลักษณะทางกาย วิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อชั้นผิวใบของพืชสมุนไพร โดยลักษณะที่ศึกษาประกอบด้วย ลักษณะผิวเคลือบคิวทิน ชนิดและตำแหน่งของปากใบ ความหนาแน่นของปากใบ รูปร่างของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิว ความหนาแน่นของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิว รูปแบบของขน ชนิดของผลึกและสารสะสม โดยเทคนิคการทําให้ใสด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้นร้อยละ 5 โดยเลือกตัวอย่างใบที่สมบูรณ์เจริญเต็มที่ ขนาดประมาณ 5×5 มิลลิเมตร แช่ในสารละลายคลอรอกซ์ (clorox) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 15-30 นาที (จนชิ้นตัวอย่างไม่มีสี) หลังจากนั้นนําไปล้างด้วยนํ้าสะอาด 4-5 ครั้ง ดึงนํ้าออกจากชิ้นตัวอย่างด้วยสารละลายแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ 50 เปอร์เซ็นต์ และ 70 เปอร์เซ็นต์ ขั้นตอนละ 15 นาที ตามลําดับ ย้อมชิ้นตัวอย่างในสารละลายสีซาฟรานินโอ (safranin O) เข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ ในสารละลายแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3-12 ชั่วโมง และล้างสีส่วนเกินออกด้วยแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ 2-3 ครั้ง แล้วนําไปดึงนํ้าออกจากชิ้นตัวอย่างโดยนําตัวอย่างไปแช่ในสารละลายแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 95 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นแช่ในแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วแช่ในสารละลายที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์กับไซลีน อัตราส่วน 1:1 ตามด้วยแช่ในไซลีน ขั้นตอนละ 30 นาที ตามลําดับ แล้วผนึกสไลด์ด้วย DePeX บรรยายลักษณะ และศึกษากายวิภาคศาสตร์ผิวใบทั้งสองด้านภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง บันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอลที่เชื่อมต่อกับกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง Leica รุ่น ICC50W ตัวอย่างอ้างอิงเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พืชมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ผลการวิจัย : ผลการศึกษาพบว่าลักษณะกายวิภาคศาสตร์เชิงคุณภาพทั่วไปของผิวใบพืชสมุนไพร 86 ชนิด พบลักษณะดังนี้ 1) รูปแบบของผิวเคลือบคิวทินเรียบหรือแบบริ้ว 2) รูปร่างของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวมีรูปร่างหลายเหลี่ยม รูปร่างคล้ายจิกซอว์ และรูปร่างไม่แน่นอน 3) แผ่นใบมีปากใบในเนื้อเยื่อผิวทั้งด้านบนและด้านล่าง หรือพบเฉพาะในเนื้อเยื่อผิวใบด้านล่าง ชนิดของปากใบเป็นแอนอโมไซติก พาราไซติก แอคทิโนโซติก ไซโคลไซติก เททระไซติก แอนไอโซไซติก และไดอะไซติก 4) ชนิดของขนเป็นขนเซลล์เดียว ขนสองเซลล์ ขนหลายเซลล์เรียงแถวเดียว ขนต่อม และไม่มีขน และ 5) รูปแบบของสารสะสมเป็นผลึกรูปปริซึม ผลึกรูปดาว ผลึกรูปเข็ม ผลึกรูปเม็ดทราย ผลึกซิสโทลิท และไม่มีสารสะสม ลักษณะดังกล่าวสามารถใช้ในการระบุพืชบางชนิดได้ สำหรับลักษณะกายวิภาคศาสตร์เชิงปริมาณในเนื้อเยื่อผิวของพืชพบบริเวณผิวใบด้านบนของ Trevesia palmata มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวมากที่สุด(236.55±11.0 เซลล์/ตารางมิลลิเมตร) ในขณะที่ Dracaena angustifolia ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวน้อยที่สุด (33.44±4.19 เซลล์/ตารางมิลลิเมตร) Murraya paniculata มีค่าเฉลี่ยของหนาแน่นของปากใบมากที่สุด (60.33±7.12 ปากใบ/ตารางมิลลิเมตร) ในขณะที่ Platostoma palustre มีค่าเฉลี่ยของหนาแน่นของปากใบน้อยที่สุด (1.11±0.31 ปากใบ/ตารางมิลลิเมตร) บริเวณผิวใบด้านล่างของ Buddleja paniculata มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวมากที่สุด (185.00±6.63 เซลล์/ตารางมิลลิเมตร) ขณะที่ Strobilanthes cusia มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวน้อยที่สุด (7.44 ±11.28 เซลล์/ตารางมิลลิเมตร) Murraya paniculata มีค่าเฉลี่ยของหนาแน่นของปากใบมากที่สุด (63.44±9.87 ปากใบ/ตารางมิลลิเมตร) ส่วน Platostoma palustre มีค่าเฉลี่ยของหนาแน่นปากใบน้อยที่สุด (2.33±1.33 ปากใบ/ตารางมิลลิเมตร)
สรุปผลการวิจัย : การศึกษากายวิภาคศาสตร์ของผิวใบพืชสมุนไพรในสถานีวิจัยลำตะคองครั้งนี้ พบลักษณะกายวิภาคศาสตร์เชิงคุณภาพ ได้แก่ รูปแบบของผิวเคลือบคิวทิน รูปร่างของเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิว ชนิดและตำแหน่งของปากใบ ชนิดของขน และรูปแบบของสารสะสม สามารถนำไปใช้ตรวจสอบเอกลักษณ์ของพืชสมุนไพรในพื้นที่บางชนิดได้ สำหรับลักษณะกายวิภาคศาสตร์เชิงปริมาณมีความแปรผันของข้อมูลจึงไม่สามารถใช้ระบุชนิดพืชสมุนไพรที่ศึกษาทั้งหมดได้ แต่สามารถใช้จำแนกพืชสมุนไพรบางชนิดที่มีลักษณะเชิงคุณภาพเหมือนกันได้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญอันนำไปสู่การใช้เพื่ออ้างอิง และประยุกต์ในงานด้านเภสัชศาสตร์ของพืชชสมุนไพรในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
Department of Agriculture. (2014). Medicinal plants, thai wisdom. Bangkok: Printing House of the Agricultural Cooperative Federation of Thailand Limited. (in Thai)
Gardner, S., Sidisunthorn, P., & Anusarnsunthorn, V. (2007). A field guide to forest trees of northern Thailand. Bangkok, Thailand: Kobfai Publishing Project. (in Thai)
Kesonbua, W., & Kodkaew, Y. (2022). Leaf epidermal anatomy for the identification of some medicinal plants in Ubon Ratchathani University. Journal of Science and Technology, Ubon Ratchathani University, 24(1), 17-33. (in Thai)
Khonkayan, S., Lamyai, S., Tanawet, K., & Machana, K. (2021). Leaf epidermal anatomy of some species of the family Fabaceae in the northeastern of Thailand. Journal of Roi Et Rajabhat University: Science and Technology, 2(1), 26-34. (in Thai)
Lersten, M.R., & Curtis, J.D. (2001). Idioblast and other unusual internal folia secretory structures in Scrophulariaceae. Plant Systematics and Evolution, 227, 63-73.
Metcalfe, & Chalk. (1979). Anatomy of the dicotyledons: Vol. I, systematic anatomy of leaf and stem, with a briefhistory of the subjects. 2nd edition. Oxford: Clarendon Press.
Nakhon Ratchasima Provincial Cultural Office. (2006). Korat city history, a record of oral traditions from local wisdom, Nakhon Ratchasima: Sombun Printing. (in Thai)
Phonsena, P. (2007). Medicinal plants in Khao Hin Son herbal forest garden, complete edition. Chachoengsao, Thailand: Forest Botany Division, Khao Hin Sorn Royal Development Study Center. (in Thai)
Phonsena, P. (2013). Medicinal plants in botanical garden and arboretum in Thailand. Bangkok, Thailand: Research Office for Forest Conservation and Plant Diversity, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. (in Thai)
Phonsena, P. (2015). Medicinal plants in botanical garden and arboretum in Thailand 2. Bangkok, Thailand: Research Office for Forest Conservation and Plant Diversity, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. (in Thai)
Songnok, T., & Channete, N. (2018). Local wisdom in treatment of traditional chemists in Nakhon Ratchasima. NRRU Community Research Journal, 12(3), 124-135. (in Thai)
Suthanon, T., Srinual, A.,& Kesonbua, W. (2006) Leaf anatomy of some medicinal plants in mangrove forest of Eastern Thailand. Thai Journal of Botany, 8(2), 307-325. (in Thai)
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
Burapha Science Journal is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) licence, unless otherwise stated. Please read our Policies page for more information
